2006/Dec/28

การ promote website

เชื่อว่าเมื่อถึงเวลานี้แล้วท่านก็พร้อมที่จะดำเนินธุรกิจของท่านผ่านทาง Internet แล้วนะครับ เพราะตอนนี้ท่านมีทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งสินค้าที่ขาย, website ที่พร้อมจะดำเนินธุรกิจให้ท่านในชื่อ domain name ของท่านเอง ณ เวลานี้ ท่านอยากจะรู้ว่าท่านจะแนะนำตัวเองให้บุคคลที่จะมาเป็นลูกค้าของท่านในอนาคตทราบได้อย่างไร ว่ายังมีร้านท่านอยู่ใน Internet และพร้อมบริการสินค้าที่ลูกค้าต้องการ อย่าลืมที่ย้ำเสมอว่าบน Internet คนที่เข้าไปดูตาม website สามารถเปลี่ยน web page เพียง click เดียว อาจเป็นทั้ง โอกาสและอุปสรรคของท่านก็ได้ครับ อย่างไรก็ตามตอนนี้เรามาพิจารณาถึงแนวทางในการ promote website ให้เป็นที่รู้จักในตลาดก่อนครับ ซึ่งมีหลายวิธี พอสรุปได้คือ

1. Search engine เป็นวิธีที่หลายท่านจะแนะนำให้ใช้มากที่สุด เนื่องจากบน Internet เวลาท่านใดหาอะไรไม่พบก็จะใช้บริการของ search engine ในการค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ ดังนั้น search engine จึงเป็นหนทางแรกที่อาจมีคนเข้าไปดู website ของท่าน ดังนั้นเริ่มที่การ add เข้าที่ search engine ที่เหมาะสมจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ

Search engine มีอยู่มากมายหลายเจ้า ทั้งของไทยและของต่างประเทศ แต่ที่นิยมในไทยหรือทั่วโลกมีไม่กี่เจ้าครับ ลอง list มาเพื่อเป็น idea ในการเข้าไป add website ครับ

ของไทย

www.sanook.com
www.siamguru.com
www.sansarn.com

ของต่างประเทศ

www.google.com
www.yahoo.com
www.msn.com

เอาเป็นตัวอย่างนะครับ ส่วนรายละเอียดท่านสามารถ mail มาสอบถามได้ว่า จะทำอย่างไรในการ add ใน search engine

แต่ถ้าท่านไม่อยากเข้าไปทำทีละ search engine แนะนำให้ท่านใช้บริการของ website ที่รับ add web เข้า search engine หลายๆ เจ้าพร้อมกัน โดยผมขอแนะนำที่ www.addme.com ซึ่งค่อนข้างครอบคลุม search engine ยอดนิยมของคนทั่วโลก อย่างไรก็ดี แนะนำว่าท่านควร add ที่ search engine หลักๆ ด้วยตัวเองเนื่องจากใน search engine เหล่านี้จะมีวิธีในการพิจารณาจัดอันดับ web ของเขาไว้ให้เราศึกษาด้วย จะทำให้เราเข้าใจละนำมาปรับใช้ใน web เราให้เหมาะสมกับ search engine นั้นๆ ครับ

2. ต่อมาจะเป็นวิธีการที่ใช้ความขยันในการเข้า Website นั่นคือการเข้าไปร่วมทำกิจกรรม หรือทิ้งข้อความใน message board ของ website ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา เช่นเมื่อเริ่มทำธุรกิจท่านอาจเข้าไปที่ www.ideacafe.com เพื่อศึกษาแนวทางในการทำธุรกิจ online แล้วทิ้ง message เอาไว้เพื่อถามข้อสงสัย และแนะนำตัว เพื่อให้คนในวงการรู้จักท่านและสนใจเข้ามาดูใน website ของท่านครับ วิธีการนี้อาจเอาไปประยุกต์ใช้กับ board ต่างๆ ที่แสดงความคิดเห็นทั่วไปของ SMEs ก็ได้ เช่น section SMEs ของ www.manager.co.th ซึ่งมีส่วนให้ post ใน web board ได้ครับ

ที่สำคัญการ post เหล่านี้ต้องมีเทคนิคในการนำเสนอนิดนึงอย่าสักแต่ว่า post ลงไปแล้วคาดหวังว่าจะมีคนเข้ามา website เรามากมายเพราะบางที่ถ้าสิ่งที่เรานำเสนอไม่น่าสนใจหรือเป็นเรื่องที่คนบางกลุ่มไม่ยอมรับเช่น work at home ก็อาจไม่มีใครเข้ามาดูเลยครับ

3. วิธีต่อมาเป็นการเสนอสินค้าพร้อม promote web ไปในตัว นั่นก็คือการใช้เวที auction ในการ promote website ถ้าสินค้าท่านน่าสนใจและมีราคาไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับท้องตลาดท่านอาจเข้าไปที่ www.ebay.com เพื่อส่งสินค้าไปประมูลพร้อมทั้ง link website ของท่านเพื่อให้ท่านที่สนใจเข้ามาดูสินค้าอื่นๆ ของท่านก็ได้ครับ แต่วิธีการนี้ต้องระวังเรื่องกำไร-ขาดทุนดีๆ เพราะต้องคำนวณให้เมื่อมีการประมูลแล้วเราสามารถขายสินค้าได้โดนยังพอมีกำไรอยู่บ้าง เพราะทาง ebay จะมีการหักค่าใช้จ่ายในการใช้ website ของเค้าด้วย ต้องศึกษารายละเอียดและคำนวณการใช้จ่ายดีๆ ครับ แต่ถ้าท่านมองว่านี่คือการลงทุนไม่ใช่ค่าใช้จ่ายและเคยทำแล้วได้ผล ก็ลุยดูได้เลยครับ

4. Email marketing โดยการที่ท่านหารายชื่อ email account มาแล้วทำการส่ง email เพื่อแนะนำตัวท่านและสินค้าของท่านเผื่อมีท่านที่สนใจเข้ามาชมสินค้าของท่าน ซึ่งวิธีการนี้ค่อนข้างเสี่ยงในการที่จะทำให้ website ขิงท่านเสียชื่อเสียงเพราะส่วนใหญ่คนที่รับ email แบบนี้จะมี bad image ต่อคนที่ส่งมา จนอาจคิดว่า email นี้ เป็น spam mail ก็ได้ เมื่อถึงตอนนั้นจะกู้ภาพลักษณ์ก็คงลำบากครับ อย่างไรก็ดีวิธีนี้เหมาะกับท่านที่มีสมาชิกที่อยู่ใน website ท่านระดับนึงแล้ว สามารถใช้ email ในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าพร้อมทั้งแนะนำสินค้าใหม่ๆ ของท่านได้ครับ

5. ต่อมาเป็นวิธีการที่ใช้มานานมากตั้งแต่เริ่ม www.hotmail.com ใหม่ๆ นั่นคือการใช้ signature ตอนท้ายของ email ที่เราส่งให้คนอื่น เนื่องจากหนึ่งในกิจกรรมหลักบน Internet คือการติดต่อกันทาง email ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่เราจะ add signature ที่ท้ายของ email ที่เราส่งไปเพื่อให้เพื่อนๆ หรือคนที่เรารู้จักสนใจและเข้ามาดู โดย signature ควรมีลักษณะเป็นข้อความที่กระชับไม่เกิน 3 บรรทัด (ความจริงบรรทัดเดียวก็พอ) แนะนำ website ของท่านโดยยกประเด็นที่น่าสนใจมาพอสังเขป แล้วทำ link ให้คนที่สนใจ click เข้าไปดูที่ website ท่านได้

6. เขียนบทความลง Internet ถ้าท่านมีความสามารถในการเขียนบทความท่านอาจนำความรู้ของท่านมาประยุกต์กับสินค้าที่ท่านขาย ทำการเขียนบทความลงใน website ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่าน เช่นถ้าท่านท่านธุรกิจเรื่องเครื่องปั้นดินเผา ท่านอาจนำเสนอบทความเกี่ยวกับวิธีการดูเครื่องปั้นดินเผาที่ดีว่าต้องดูอย่างไร พร้อมทั้งสอดแทรกเกี่ยวกับสินค้าของท่านเพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายลองเข้าไปดูสินค้าเหล่านั้นจนกระทั่งเกิดการสอบถามและสั่งซื้อในที่สุด

7. เขียนบทความในลักษณะจดหมายข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ วิธีการนี้นิยมใช้กันในต่างประเทศ เนื่องจากบางครั้งนักข่าวที่เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ก็ไม่สามารถหาบทความที่น่าสนใจมาลงได้ จำเป็นต้องใช้บทความที่ทางบ้านส่งมาบ้าง ดังนั้นเป็นโอกาสดีถ้าท่านมีความสามรถในการเขียนบทความในลักษณะนี้แล้วส่งไป เผื่อท่านอาจำได้รับการลงแนะนำ website ของท่านโดยไม่รู้ตัวครับ

8. ทำใบปลิวแจกในงานหรือ event ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายในการจัดทำใบปลิวแนะนำ website ของท่านแล้วนำไปแจกตามงานหรือ event ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของท่าน เช่นถ้าท่านขายสินค้าเกี่ยวกับเด็ก ท่านอาจทำใบปลิวแล้วขออนุญาตจากเจ้าของงานเพื่อขอแจกใบปลิวในงาน “รักลูก festival” ก็ได้ ซึ่งจะตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ท่านต้องการ หรือถ้าท่านมีงบมากพออาจนำสินค้ามาออกร้านในงานเพื่อขายพร้อมทั้งแจกใบปลิวเพื่อแนะนำ website ท่านในตัวก็ได้ครับ

9. Banner โฆษณาตาม website ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่าน ซึ่งวิธีนี้ท่านอาจจะเลือก website ที่ดังบน internet อยู่แล้ว อาจเป็น website พวก community หรือ website ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านเพื่อขอลงโฆษณาสินค้าของท่านลงไปครับ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของท่านรู้จักท่าน เพราะส่วนใหญ่คนที่เข้าใน Internet จะมี website ขาประจำอยู่ไม่กี่ web ถ้าท่านส่ง banner โดย focus ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ จะส่งผลให้มีลูกค้าที่ท่านต้องการเข้ามาดูได้ครับ แต่วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายพอสมควร ขอให้ท่านศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี เพื่อไม่ให้เกินงบประมาณครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับทั้ง 9 idea ที่ผมเสนอ จริงๆแล้วยังมีวิธีอีกมากที่ท่านสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ internet ได้ลองหาวิธีที่เหมาะสมกับท่านดูครับ หวังว่าท่านที่ได้ติดตามมาจนถึงตอนนี้แล้วจะมีแนวความคิดในการทำธุรกิจบน Internet พอสังเขปนะครับ

ท่านที่สนใจหรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถ email มาได้ที่ supawish007@yahoo.com ครับ ยินดให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านสามารถทำธุรกิจบน Internet ได้ครับ

ขอบคุณครับ

2006/Dec/07

การจัดทำ Website สำหรับขายสินค้าผ่านทาง Internet ตอนที่ 2 จากการพูดถึงการจัดทำ website ในตอนที่แล้ว ในตอนนี้จะขอกล่าวถึงการทำ website ด้วยตัวท่านองทั้งหมด ซึ่งมีขั้นตอนพอสังเขปคือ 1. หาชื่อและจอง domain name 2. หา hosting 3. จัดทำ website เริ่มที่การหาชื่อและจอง domain name หลายท่านมองว่าเรื่องนี้ไม่น่ายาก แต่สำหรับผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดเนื่องจากการตั้งชื่อ domain name ของเราเปรียบเสมือนยี่ห้อของตัวตนของเราบน internet ตามที่ท่านทราบว่าใน Internet คนใช้เปลี่ยนหน้า webpage เพียงแค่ click เดียวดังนั้นชื่อ website ที่ไม่น่าสนใจ ดูไม่น่าเชื่อถือจะไม่ค่อยมีคนสนใจ แต่แปลกที่ว่ายังมีคนที่คิดว่าชื่อพื้นๆ ใช้ได้บน Internet เช่น www.book.com หรืออะไรทำนองนี้ ทั้งๆที่ web ที่ขายหนังสือที่ดังที่สุดคือ www.amazon.com ดังนั้นท่านต้องพิจารณาอย่างหนักในการจะเลือกชื่อที่เหมาะสมกับตัวท่าน สินค้าที่ท่านขาย ชื่อที่ท่านใช้ควรเป็นชื่อที่ธรรมดา ไม่ควรที่ใช้เมื่อที่ซับซ้อนหรือสะกดยาก เพราะอาจทำให้ผู้ใช้หลงไปที่อื่นได้ ชื่อควรจะสั้นๆ ง่ายๆ ถ้าเป็นไปได้ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อที่สะกดมาจากภาษาไทย เพราะชาวต่างชาติอาจไม่เข้าใจหรือสะกดไม่ออกครับ แต่ถ้าท่านยังต้องการชื่อให้คล้องจองกับภาษาไทยก็อาจจะหาชื่อง่ายๆ เช่น มีนบุรี (Minburi) หรือ กระบี่ (Krabi) เพื่อให้สะกดได้ง่าย หรืออาจใช้คำย่อเช่น สุวลี ช้อป ก็ใช้ SUshop แทนก็ได้ครับ แนะนำว่าท่านควรหาจาก dictionary โดยเลือกคำที่สะกดง่ายและความหมายดีๆ แต่วิธีการนี้จะเหนื่อยมาก เนื่องจากชื่อเหล่านี้ส่วนใหญ่มีคนจองไปแล้ว เนื่องจากจะมีกลุ่มคนที่จองชื่อ domain name ทิ้งเอาไว้เพื่อรอให้ คนมาซื้อต่อ โดยเฉพาะ domain name ที่เป็น dot com ยังมีอีกวิธีที่ง่ายกว่านั้นคือหา website ที่รับตั้งชื่อ domain name หรือ website ที่ search domain ที่ยังไม่มีใครจอง อันนี้ลอง search จาก www.google.com เพื่อหา website ที่บริการในลักษณะนี้ แล้วลองใช้บริการดูครับ อาจมีคนสงสัยว่าเราจด domain name สกุลอื่นได้หรือไม่เช่น dot net, dot org, dot TV อันนี้ต้องแล้วแต่นโยบายของ website ที่เราจัดตั้ง ถ้าเราตั้ง website เพื่อการกุศล dot org เหมาะสมครับ หรือถ้าทำเพื่องานบันเทิง dot TV ก็ใช้ได้ แต่ถ้าเพื่อธุรกิจหรือการค้าขายแล้ว dot com เหมาะสมที่สุด บางท่านอาจสงสัยว่าจด dot co.th ดีมั้ย อันนี้ต้องขึ้นว่าธุรกิจท่านตั้งเป็นกิจการตามกฎหมายหรือยัง เนื่องจาก dot co.th ท่านต้องมีบริษัทเป็นตัวเป็นตน ถึงจะจดทะเบียนได้ และค่าใช้จ่ายในการจดสูงกว่า dot com ครับ ที่สำคัญอีกประการคือต้องเช็คด้วยว่า web ที่รับจด domain name นี้มีบริการพวก URL forwording รวมทั้งการบริการ domain management หรือไม่ เนื่องจากในการทำงานจริงบางครั้งเราอาจใช้บริการของ site ที่จอง domain name ให้ site หนึ่งแต่ไปใช้ Host ของอีก site ซึ่งการมีบริการ URL forwording จะทำให้การแก้ไขข้อมูลเพื่อให้ point URL ใหม่ได้ง่ายครับ ผมเคยพบปัญหากับ website หนึ่งที่ไม่มีบริการ URL forwording online ทำให้การงานไม่สะดวก เพราะต้องส่งความต้องการให้ webmaster ก่อนแล้วรออีกหลายวันกว่าทาง webmaster จะแก้ไขให้ แต่เมื่อผมใช้บริการอีก site ที่สามารถแก้ไข URL online ได้ทำให้ปัญหานี้หมดไปเลยครับ ขั้นตอนต่อมาคือการหา Hosting สำหรับรับฝาก website ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีหลักการในการพิจารณาประกอบกับการทำ website ของเรา เนื่องจากการทำ website ที่เขียนเองจาก HTML code เลยก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณต้องการใช้ program ประเภท Content management system เช่น PHP nuke, Mambo หรือ postnuke คุณต้องตรวจสอบว่า hosting support สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า ได้แก่ support PHP, My SQL เพราะ CMS program เหล่านี้ต้องใช้ Program เหล่านี้ในการ support เพื่อให้ดำเนินงานได้ และสิ่งที่ต้องพิจารณาคือพื้นที่ที่จะใช้ในการทำ web เพราะเราต้องคำนึงถึงการดำเนินการในอนาคตด้วย เนื่องจากในการทำ website นั้นมีการใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ถ้าวางแผนไม่ดีตั้งแต่แรกอาจพบปัญหาที่พื้นที่ไม่พอใช้ แต่ปัญหานี้ผมว่าพบน้อยลงมากเพราะปัจจุบันพื้นที่สำหรับรับฝาก Host ถูกลงมาก แต่ยังไงก็ต้องเผื่อว้ำหรับอนาคตที่มีการขยาย website ครับ นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ประเด็นที่พิจารณาต่อว่า hosting นี้ให้ data transfer ที่กี่ MB ต่อเดือน เนื่องจากถ้า hosting ให้ data transfer น้อยจะส่งผลให้ถ้าเกิด website ของเรามีคนเข้ามามากจะส่งผลให้การดูข้อมูลของลูกค้าได้ลำบาก หรือเราต้องเพิ่มเงินเพื่อขอ data transfer เพิ่มขึ้นจาก hosting เจ้านั้นๆ ดังนั้นการคำนวณ data transfer ตั้งแต่แรกจะทำให้การทำงานไม่ติดขัดครับ ขั้นตอนสุดท้ายคือการจัดทำ website โดยการทำ website สามารถทำได้หลายแบบตั้งแต่การเขียน web page ด้วย HTML ขึ้นมาเลย หรือแม้กระทั่งใช้ program สำเร็จรูปจำพวก CMS program อย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนแรกแล้ว โดยแบ่งเป็นรายละเอียดได้ดังนี้ 1. เขียน web page ด้วย HTML ล้วนๆ เช่นใช้ Notepad หรือ program เขียน web page ขึ้นมาเช่น HTML Kit หรือ 1 st page 2000 ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดีคือเราสามารถควบคุมหน้า page ได้ตามที่เราต้องการ สามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของ page ได้ตามใจชอบ แต่วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีความรู้ใน ภาษา HTML เป็นอย่างดี และวิธีนี้ใช้เวลาในการดำเนินการนานพอสมควร 2. ใช้ software ช่วยในการเขียน web page แบบ WYSIWYG เช่น Namo webeditor หรือ Macromedia dreamweaver เพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น สามารถใช้การ paste แปะเป็นหน้า web page ที่เราต้องการได้เลย วิธีการนี้ทำให้เราใช้เวลาในการทำ webpage น้อยลงแต่ก็มีปัญหาเรื่องราคาของ program เหล่านี้ที่แพงมาก ทำให้การเริ่มต้นทำธุรกิจมีต้นทุนสูงเกินไป 3. ใช้ program จำพวก CMS program (Content Management system) เข้ามาจัดการ โดย program เหล่านี้จะมีลักษณะที่เป็น template เบื้องต้นให้เราอยู่แล้ว มี Menu ต่างๆ สำหรับ website หนึ่งๆ อยู่แล้ว เช่นส่วน News, Poll, Admin page, search, guestbook, Forum และอื่นๆ อีกมากมาย โดยปัจจุบัน program จำพวกนี้ได้ออกแบบมาให้ติดตั้งและใช้งานได้ง่าย รวมทั้งมี website ที่ support ด้านการติดตั้งและการดำเนินงานของ program เหล่านี้อยู่แล้ว ในกรณีที่มีปัญหาท่านสามารถเข้าไป search ข้อมูลใน website เหล่านั้นได้ครับ program ประเภทนี้มีหลากหลายมากโดย program ที่นิยมในบ้านเราได้แก่ - PHP nuke - Postnuke - Mambo ท่านสามารถดูรายละเอียดของการใช้งาน program เหล่านี้ได้ที่ www.cmsthailand.com ได้ครับ

2006/Nov/24

การจัดทำ Website สำหรับขายสินค้าผ่านทาง Internet ตอนที่จะเขียนบทความตอนนี้เชื่อว่าท่านน่าจะรู้แล้วเรื่องการทำ website โดยเชื่อว่าท่านที่อ่านบทความมาถึงตอนนี้น่าจะเป็นผู้ที่สนใจที่จะทำธุรกิจบน Internet และทำ website ได้ในระดับหนึ่ง แต่ลองอ่านบทความนี้ต่อไปนะครับ เผื่อจะได้ไอเดียในการนำไปปรับใน website ที่ท่านทำอยู่ก็ได้ครับ การจัดทำ website เพื่อขายสินค้าบน internet ก็เปรียบเสมือนหน้าร้านค้าบนโลกแห่งความจริงครับ อันนี้ทำเลอาจจะไม่ต้องนำมานึกถึงเพราะคนใช้บริการบน Internet ไม่ทราบอยู่แล้วว่าท่านดำเนินการที่ไหน แต่เมื่อเข้ามาที่ website ของท่าน ลูกค้าจะต้องรู้สึกว่า website ท่านน่าเชื่อถือและมีสินค้าที่ลูกค้าต้องการ การสอบถามจึงจะเริ่มเกิดขึ้น ขอย้ำว่าบางครั้งอาจมีแค่การสอบถามเท่านั้นโดยที่ยังไม่มี order เข้ามาเลยก็ได้ เนื่องจากสินค้าที่เราขายบางอย่างลูกค้าอาจไม่รู้จักดีพอ เช่นสินค้า OTOP ของไทย หรืออาจรู้จักแต่ต้องการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพกับรายอื่นก่อน จนเมื่อคุ้นเคยกันพอสมควรจึงเริ่มมีการเปิด order กันครับ ดังนั้นในช่วงแรกต้องใจเย็นๆ เอาละเรามาว่ากันเรื่อง website ดีกว่าครับ ก่อนจะจัดทำ website ขึ้นขอให้พิจารณาด้วยนะครับว่าจำเป็นที่เราจะต้องทำ website หรือยังเพราะในบางครั้งเราอาจจะไม่ต้องทำ website ก็ได้ เรายังมีทางเลือกก่อนถึงขั้นการจัดทำ website คือ 1. ฝากขาย โดยใช้วิธีการ post สินค้าที่เราจะขายไว้กับ website ของเจ้าอื่นเช่น www.thaisecondhand.com ที่บริการรับฝากขายของมือสองให้กับทั้งสมาชิกและบุคคลทั่วไปเพื่อให้ติดต่อกันในการซื้อขายสินค้ากัน หรือ 2. ส่งเข้าประมูล โดยการนำสินค้าของเราไปประมูลใน website ที่จัดบริการให้มีการประมูลใน web เช่น www.ebay.com โดยมีค่าใช้จ่ายซึ่งถ้าคำนวณแล้วคุ้มก็น่าลองเอาสินค้าเข้าไปประมูลดูก่อนครับ ที่แนะนำให้ลองวิธีนี้ก่อนเนื่องจากว่าทั้งสองวิธีเสียค่าใช้จ่ายน้อย เหมาะสำหรับท่านที่อาจจะยังไม่แน่ใจว่าสินค้าจะขายได้หรือไม่ อาจทำในลักษณะลองตลาดเพื่อดูผลตอบรับ หรือท่านที่ยังไม่แน่ใจในการลงไปดูแล website เต็มตัว เพราะยังไม่มีเวลาพอหรือยังไม่มีความรู้มากพอเกี่ยวกับการจัดการ website อาจเริ่มที่รูปแบบนี้ก่อนก็ได้ครับ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้มีข้อดีคือเสียค่าใช่จ่ายน้อย แต่ข้อเสียที่เห็นชัดคือความน่าเชื่อถือน้อยกว่าการที่ท่านมี website เป็นของตัวเอง และดูเหมือนมือสมัครเล่นที่เข้ามาเพียงขายสินค้าในระยะสั้นๆ ถ้าท่านต้องการทำธุรกิจบน Internet อย่างจริงจังแนะนำว่าควรมี website ของท่านเองครับ และใช้ประโยชน์จาก Website ที่ท่านมีอยู่อย่างเต็มที่ซึ่งจะกล่าวในบทต่อๆไปครับ คราวนี้ว่ากันเรื่องการมี website บ้าง การที่ท่านจะมี website เพื่อขายสินค้าก็มีอยู่หลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดแค่ทำ website ด้วยตัวเองทั้งหมด เขียน program shopping cart เองซึ่งยังมีวิธีอื่นอีกหลายวิธีดังนี้ 1. ใช้ website e-commerce สำเร็จรูปปัจจุบันมี website ที่อำนวยความสะดวกโดยการจัดทำ website สำหรับให้บุคคลทั่วไปเข้าไปเปิด shop ขายของใน website นั้นโดยใช้ domain name ของผู้ให้บริการ เช่น www.jjshop.com, www.ecombot.com หรือ www.tarad.com ซึ่ง website เหล่านี้จะมี infrastructure และ Template หน้าตา website พื้นฐานสำหรับ website e commerce ให้อยู่แล้ว เมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้วก็จะได้ domain name ที่อิงกับ website นั้นมาอันหนึ่ง เราสามารถ post สินค้าเข้า website แล้วเริ่มประกาศตัวบน internet ได้เลยครับ ข้อดีของใช้วิธีนี้ก็คือ รวดเร็วและง่ายในการดำเนินการ เนื่องจากมีคนทำเรื่องพื้นฐานมาให้เสร็จ เราดึงมาใช้งานได้เลย แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียคือเราไม่มีชื่อ website ของเราเอง ชื่อของเราต้องอ้างอิงกับ website ของคนอื่น ทำให้การ promote website บน internet ทำได้ลำบากและความน่าเชื่อถือก็จะต่ำกว่าการมี website ของเราเองครับ 2. ทำ website ของเราขึ้นมาเอง โดยเราต้องมี domain name ของเราเอง จัดหา hosting เพื่อเก็บ web page ของเราเอง รวมทั้งเราต้องทำ web page ของเรารวมทั้งส่วน shopping cart ขึ้นมาเอง ซึ่งในรูปแบบนี้ก็มีวิธีการดำเนินการที่หลากหลายมาก ซึ่งบทความหน้าจะยกเฉพาะเรื่องนี้มาเพื่อให้ท่านเห็นภาพได้ชัดเจนครับ